บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ บทความ

ค้นหา exoplanets ด้วย TESS

รูปภาพ
ดวงอาทิตย์ ไม่ใช่ดาวฤกษ์เพียงดวงเดียวที่มีดาวเคราะห์โคจรอยู่โดยรอบ ดาวฤกษ์ดวงอื่นหลายดวงก็มีดาวเคราะห์โคจรอยู่เช่นเดียวกัน ด้วยโครงการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (exoplanets) เช่น โครงการของ Kepler ทำให้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแล้วหลายพันดวง ในปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) นาซาเตรียมค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเพิ่มเติม ด้วยดาวเทียม TESS ( Transiting Exoplanet Survey Satellite - ดาวเทียมค้นหาการเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ) TESS - Transiting Exoplanet Survey Satellite ( NASA ) โดย TESS จะทำการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะด้วยวิธีการ planet transit หรือ การเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ดังนั้นเราจึงไม่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์ได้ ยกเว้นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เราจึงมองเห็น ดาวเคราะห์ในระบบ ดาวฤกษ์-ดาวเคราะห์ อื่น ๆ อยู่ไกลมาก แสงสะท้อนจากดาวเคราะห์เหล่านั้น น้อยนิดมากและมาไม่ถึงเรา เราจึงไม่สามารถมองเห็นได้ และแม้ว่าจะใช้กล้องโทรทรรศน์ใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เช่นกัน ดังนั้...

ความสว่างปรากฏของดาว

รูปภาพ
ดวงดาวมีความสว่างต่างกัน ความสว่างของดาวบนท้องฟ้า [Magnitude] ที่สังเกตเห็นจากโลก เรียกว่า  ความสว่างปรากฏ [ Apparent Magnitude]   หรือ  โชติมาตรปรากฏ [ โชติ = โชตช่วง ลุกโชน สว่าง,  มาตร = เครื่องมือวัด] ความสว่างดังกล่าวมีลำดับเป็นตัวเลข ดาวที่มีความสว่างเป็นเลขน้อย ๆ สว่างกว่าดาวที่มีความสว่างเป็นเลขมาก ๆ เช่น ดวงอาทิตย์มีความสว่าง -27 [เขียนสั้น ๆ เป็น M= -27, ตัว M มาจากคำว่า Magnitude] ดวงจันทร์เต็มดวง มีความสว่าง -13 [M=-13] เลข -27 มีค่าน้อยกว่า -13 แสดงว่าดวงอาทิตย์สว่างกว่าดวงจันทร์ ความสว่างหรือแมกนิจูดที่ต่างกัน 1 ดาวสว่างต่างกัน 2.512 เท่า เช่น ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เต็มดวง มีความสว่างหรือแมกนิจูดต่างกัน -27- [-13] = 14 [ค่าสัมบูรณ์] แสดงว่าดวงอาทิตย์สว่างกว่าดวงจันทร์เต็มดวง 2.512 คูณกัน 14 ครั้ง เท่ากับ 398,359.23 เท่า หรือเลขกลม ๆ ก็ 400,000 เท่านั่นเอง ดวงจันทร์เต็มดวง 400,000 ดวง สว่างเท่ากับดวงอาทิตย์ 1 ดวง ถ้าเราพูดถึงเฉพาะดาวฤกษ์ [stars]   ซิริอุส [Sirius] ในกลุ่มดาวหมาใหญ่ [Canis Major] เป็นดาวที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า...

TRAPPIST-1 กับดาวเคราะห์ทั้ง 7

รูปภาพ
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์เจอดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์ดวงอื่น แต่เป็นครั้งแรกที่เจอมากถึง 7 ดวงและคล้ายคลึงกับโลก นอกจากนี้ 3 ใน 7 ดวงนี้ก็อาจมีสภาวะเหมาะสมต่อการดำรงค์ชีพของสิ่งมีชีวิต ภาพสเก็ตช์ (NASA)  ระบบ Trappist-1 เป็นระบบดาวฤกษ์-ดาวเคราะห์ มีดาวฤกษ์ตรงกลาง 1 ดวง และมีดาวเคราะห์โคจรรอบ ๆ อีก 7 ดวง อยู่ห่างจากเรา 40 ปีแสง ในกลุ่มดาวคนแบบหม้อน้ำ [Aquarius] กล้องโทรทรรศน์ TRAPPIST (ESO) Trappist-1 เป็นชื่อดาวฤกษ์ของระบบและเป็นชื่อของระบบนี้ด้วย แบบเดียวกับที่เราเรียก "ระบบสุริยะ" ซึ่งมีดาวฤกษ์ตรงกลางคือ "สุริยะ" หรือ "ดวงอาทิตย์" ชื่อนี้ได้มาจากการตั้งชื่อตามกล้องโทรทรรศน์ Trappist [The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope] ในประเทศชิลี ซึ่งเป็นกล้องตัวแรกที่พบว่าดาวฤกษ์ดวงนี้มีดาวเคราะห์ ส่วนเลข "1" ก็หมายความว่ากล้องตัวนี้พบระบบดาวฤกษ์-ดาวเคราะห์นี้เป็นระบบแรกตั้งแต่เปิดใช้งานมา ...ประมาณว่าฉันเจอเธอก่อนและเธอก็เป็นคนแรกของฉัน ❤ Trappist-1 เป็นดาวฤกษ์เล็กกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า หรือใหญ่กว่าดาวพฤหัส...

สิ่งที่เห็นจริง vs ภาพจากอินเตอร์เน็ต

รูปภาพ
เคยสงสัยไหมครับว่าวัตถุบนท้องฟ้าที่เห็นผ่านกล้องดูดาวนั้น ทำไมจึงไม่มีสีสันสวยงามสดใสเหมือนกับภาพที่เราเห็นตามอินเตอร์เน็ต? คำตอบก็คือ "มันเป็นข้อจำกัดของตามนุษย์" มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ชีวิตในเวลากลางวัน ดังนั้นตาของเรานั้นจึงถูกออกแบบมาให้ใช้มองเห็นได้ดีในเวลากลางวัน จอประสาทตาของเราประกอบไปด้วยเซลล์รูปแท่ง [rod cells] ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มน้อย ทำให้เราเห็นภาพเป็นขาวดำ และเซลล์รูปกรวย [cone cells] ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มมาก ทำให้เราเห็นภาพเป็นสี ในที่แสงสลัวเราจะมองเห็นวัตถุเป็นขาวดำเนื่องจากแสงมีความเข้มไม่พอไปกระตุ้นให้เซลล์รูปกรวยทำงานได้ แต่ในที่สว่างๆ เราจะมองเห็นวัตถุเป็นสีเพราะแสงมีความเข้มมากพอ คราวนี้เมื่อเราส่องดูวัตถุบนท้องฟ้าเช่นเนบิวลาหรือกาแลกซี่ วัตถุเหล่านี้มีความสว่างน้อยมาก เราจึงมองเห็นวัตถุดังกล่าวเป็นขาวดำ มีเพียงดาวเคราะห์และดาวฤกษ์เท่านั้นที่สว่างพอ และทำให้เรามองเห็นเป็นสีได้ ส่วนภาพต่าง ๆ ที่เห็นตามอินเตอร์เน็ตนั้นเกิดจากการเปิดหน้ากล้องไว้นาน ๆ ทำให้เซ็นเซอร์ของกล้องรับความเข้มแสงสีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนภาพเป็นสี ซึ่งตาเราไม่ได้ท...